สวัสดีครับ
จากที่เราศึกษากันมา พบว่า ตะวันตกนั้นเจริญกว่าโลกทางเอเชียเป็นอย่างมาก ในปัจจุบัน ยกเว้น ญี่ปุ่น ส่วน จีนกับอินเดียนั้น
หากมองในภาพรวมแล้ว ยังห่างไกลจาก ญี่ปุ่นอีกมาก แม้จะเริ่มตีตื้นแล้วในตอนนี้
แนวคิดที่เป็นที่ยอมรับกันก็คือ ปรัชญา คือ บ่อเกิดของ สรรพวิชชา ในโลก นั่นคือ เมื่อดูตามการพัฒนาของปรัชญา ตามสายตะวันตก
จะพบว่า ปรัชญา เริ่มมาจาก การต้องการเข้าใจตัวตนของมนุษย์ ธรรมชาติ การหาคำตอบ คำว่า Philosophy แปลว่า รักที่จะรู้
นั้น มีที่มาจากสิ่งเหล่านี้ ส่วนตัวผม จากการที่ทยอยศึกษาปรัชญาโบราณทีละน้อยๆ พบว่า ปรัชญา เริ่มเมื่อ "คนเริ่มคิด" นั่นเอง
ท่าน Thales หรือ ทาลิส ได้รับการนับถือว่า เป็นนักปรัชญาคนแรกๆ ของโลก ท่านเก่งหลายอย่าง กระทั่ง เริ่มคิด เริ่มสังเกตุ
ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ต่างๆ จนสามารถเก่งกำไรจากพืชพลการเกษตร ในยุคของท่านได้ ทำให้เริ่มมีชื่อเสียง จนคนทึ่งไปตามๆ กัน
แต่ท่านมิได้ทำเพราะหวังรวย เพียงแต่พิสูจน์ว่า วิชาที่เรียกว่า Philosophy นั้นใช้การได้ จริงๆ
เมื่อมองคำแปลตามความเข้าใจในคำว่า ปรัชญา จากทางอินเดีย พบว่า เขาใช้คำว่า "ทรรศนะ" ครับ แปลตามไทยๆ แบบที่เราเข้าใจกันผม
ว่า เข้าท่าเหมือนกันนะครับ เพราะ ทรรศนะ คือ แนวคิดต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว เล่าแล้วคนอื่นเชื่อ ก็มีทรรศนะเดียวกัน หากไม่ก็คนละทรรศนะ
แบบนี้ ทีนี้ แนวคิดที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ นี่ มันต้องสมัคร ใจ ใส่ใจ และสนใจใช่ไหม แล้วยังมีข้อมูลในแนวคิดที่เราคิด เสริมเพิ่มเข้ามาเป็นความรู้ใหม่ๆ อีก
แบบนี้ ก็ รักที่จะรู้ เหมือนกันใช่ไหม?
ในทางศาสนา ทุกศาสนา เมื่อเอาคำแปลของอินเดียมาใช้ จะง่ายต่อความเข้าใจคือ ทุกศาสนามีปรัชญาประกอบอยู่ด้วยแน่นอน เพราะแนวคิดในเรื่องต่างๆ มีความแตกต่างกัน ดังนั้นปรัชญาจึงต่างกัน ไม่มีทางเหมือนกัน 100 % เป็นต้น
เอาล่ะ แนวทางการศึกษาปรัชญาทางตะวันตก มีอะไรพิเศษกว่า เอเชีย อันทำให้ ชาติเขาพัฒนาไปแบบ จรวด เพียง ไม่ถึงสองร้อยปี ก็สามารถไปได้ถึง ดวงจันทร์ ส่งยานอวกาศไปดาวต่างๆ กันได้แล้ว ทั้งๆ ที่ ช่วงศตวรรษที่ 18 ยังใช้เครื่องจักรไอน้ำอยู่เลย แต่ผมว่า การที่หันมาใช้เครื่องจักรไอน้ำ และทำให้สร้างรถไฟขนาดใหญ่ ที่มีกำลังลากจูงเป็นหมื่นเป็นแสนตัน และมีความเร็ว เป็นร้อยไมล์ต่อชั่วโมงได้ ในช่วงนั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งกว่ากันไปดวงจันทร์เสียอีก เพราะ ยังเป็นการเปลี่ยนโลกจาก วัฒนธรรมการเกษตร มาเป็น โลกอุตสาหกรรมอีกด้วย และเปลี่ยในเวลาอันรวดเร็วอีกต่างหาก
ปรัชญาอินเดีย และจีน ล่ะ ที่ถือว่า เป็นต้นกำเนิดอารยธรรมของโลกตะวันออก หายไปไหน ทำไมไม่สามารถสร้างโลก แบบเดียวกันกับทางตะวันตกได้ทั้งๆ ที่ปรัชญาต่างๆ ก็มีเหมือนทางกรีก และ อาจจะลึกซึ้งกว่ากันอีกด้วย แต่ทำไม กลับไม่สามารถสร้างโลกแบบตะวันตกได้ ทำไม?
ข้อนี้ต้องดูที่วิธีคิดของคนตะวันตก ที่มีต่อปรัชญาด้วย นะครับ นั่นคือ คนตะวันตก และนักปรัชญาไม่ว่าดังหรือ ทั่วไปต่างคิดว่า ปรัชญา คือ ปรัชญา ครับ
ปรัชญา แม้ สร้าง ทำลาย เปลี่ยนคนและโลกได้ แต่ เป็นเพียงวิชาความรู้ครับ หาใช่ วัตรปฏิบัติของชีวิต ที่เคร่งครัดของคนไม่ เราจึงพบว่า นักปรัชญาดังๆ มากมาย ที่อ่านปรัชญาแนวคิด ท่านแล้ว เราเห็นว่า ท่านไปเกินกว่าคนทั่วไปแล้ว ล้ำลึกมาก แต่ กลับใช้ชีวิตเป็นคนปกติของสังคม คือ เหล้าก็ดื่ม บุหรี่ก็สูบแต่ยุคหนึ่ง นี่ นักปรัชญาต้อง ไบค์ครับ ไว้หนวดเครารุงรัง บางคนขับรถซิ่ง เสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็ยังมี มีชีวิตส่วนตัว ดีเลว ใกล้เคัยงกับคนธรรมดา นี่คือ เขามองว่า ปรัชญาเป็นเพียง วิชาการศึกษา
ส่วนทางตะวันตก มีนขนบประเพณีที่เคร่งครัด รัดกุมกว่ากันมาก อย่าง จีน และ อินเดีย ทั้งระบบวรรณะ ความเชื่อ และอะไรต่างๆ เป็นต้น ปราชญ์ทางฝั่งนี้ อย่างท่าน ขงจื่อ ก็ดำรงตนเป็นอาจารย์ใหญ่ มีศิษย์มากถึง 3000 คน ท่านเป็นต้นแบบเรื่องระเบียบ จริยธรรม ตัวยง โดย
สืบสานจากราชวงศ์คุณธรรมเก่า คือ ราชวงศ์โจว ที่ ในสมัยท่าน ท่านเป็นคนรวบรวมหลักต่างๆ เอาไว้ และเขียนเป็นตำราออกมา ท่านบอกเองว่า
ท่านเป็นเพียงผู้พบและรวบรวม ไม่ได้เขียนเองทั้งหมด ขนาดก่อนเข้าเผ้าฮ้องเต้ ท่านยัง ต้อง คารวะ 1 ครั้งที่หน้าท้องพระโรง และ พอเห็นพระองค์
ก็คารวะอีก 1 ครั้ง สร้างความงงวยต่อขุนนางร่วมยุคสมัยเป็นอย่างมาก จนต้องอธิบายว่าเป็นธรรมเนียมเก่า เขาทำอย่างไร จึงจะเข้าใจกัน
ทางอินเดีย ก็มีขนบประเพณีพิธิกรรมมากมาย ดังปรากฎใน ฤกคเวช เป็นต้น ระบบวรรณะ และอื่นๆ ต่อมาในยุคหลัง ก็มีเรื่อง ปรัชญาอุปนิษัทเพิ่มเติม และ แตกกิ่งก้านออกไปอีกมากล้น เป็นต้น
โดยรวมก็คือ นักปราชญ์ นักปรัชญา นักคิด อินเเดียและจีน ต้อง เป็นคนที่พูดและทำ ชาวบ้าน ต้องนับถือ ก่อนจะเชื่อฟัง หากทำตัวตามสบาย ไม่ดีพอ ก็ยากที่คนในเอเชีย จะให้ความเชื่อถือ
จุดนี้ล่ะที่สร้างข้อแตกต่าง ข้อแรก
ข้อต่อมา ทำให้ปรัชญาตะวันตก แยกขาดกับศาสนา นั่นเพราะ สงครามใหญ่ในอดีต ที่เริ่ม จากการแผ่อำนาจของโลกอาหรับ โดยมีอาณาจักร ไบเซนไทน์เป็น กันชนกั้นกลาง ระหว่าง อาหรับกับยุโรป ขณะที่ อาฟริกาเหนือ โลกอาหรับไปถึงแล้ว ที่เหลือคือ ทิศเหนือ คือ ไบเซนไทน์ และยุโรป จนเมื่อโลกอาหรับ มีการแยกนิกาย กันชัดเจน ก็มีทั้งโลกอาหรับเดิม และโลกอาหรับทางตอนเหนือ ที่เริ่มเผยแผ่ปรัชญาทางศาสนา เข้าสู่ชนเผ่าต่างๆ จนในที่สุด ไบเซนไทน์ ซึ่งกลายเป็นโดนรุมเร้าทั้งจากทางใต้และทิศเหนือ จากปรัชญาอาหรับ ก็แตก เมื่อแตก ทีนี้ ชาวคริสต์ที่แสวงบุญในการจาริกไปยังเยรูซาเล็ม ก็เริ่มลำบาก มีการปล้นจี้ ต่างๆ จนวันหนึ่ง มีนักบวชได้เห็นนิมิตรจากพระเจ้า นำเรื่องเข้าเรียนสมเด็จพระสันตปาปา อันนำมาซึ่งการจาริก ที่เริ่มมีกองกำลัง ทหาร เพื่อป้องกัน คนที่ไปแสวงบุญเกิดขึ้น ในที่สุด การปะทะด้วยกำลังทหารก็เกิดขึ้นและเริ่มขยายตัว จนกลายมาเป็น สงครามครูเสด
ถึง 9 ครั้ง ครั้งหลังๆ กลับเป็นเรื่องผลประโยชน์ ของพวกคนชั้นสูงเสียเอง จากสงครามครูเสด เราได้รู้จัก ริชาร์ด ใจสิงห์ และ ซาลาดิน จอมทัพสุภาพบุรุษ
ตำนานเล่าว่า 2 พระองค์ไม่สามารถเอาชนะกันได้ แต่กลับกลายเป็นเพื่อนกัน ถือคุณธรรมน้ำมิตร สงครามจบลงโดย ริชาร์ดใจสิงห์ กลับประเทศ ขณะที่องค์ ซาลาดิน รับปากที่จะให้ความปลอดภัยชาวคริสต์ ที่มาแสวงบุญ ณ. กรุง เยรูซาเล็ม ตลอดรัชกาลของพระองค์
ลองคิดดูว่า การเกิดสงครามมากมายและยาวนานขนาดนี้ ในใจของ นักวิชาการยุโรปจะรู้สึกอย่างไรกับศาสนา นั่นอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่นักคิด นักวิชาการสมัครใจ ให้ ปรัชญา เป็นเพียง วิชาการศึกษา มากกว่า การนำมาชี้นำชีวิตไปเสียทุกเรื่องเหมือนศาสนา เป็นไปได้หรือไม่ ?
เมื่อเป็นดังนี้แล้วการที่ นักปรัชญาของตะวันตกเป็นในแบบที่เป็นในตอนนี้ก็ถือเป็นเรื่องสมควร
การที่ปรัชญาตะวันตก เปิดกว้างกว่า มีอิสระกว่า ทำให้มีคนทุกแบบ กล้าเข้ามาร่วมกันคิด แล้ว แยกออกไปคิดต่อตามแนวทางปรัชญา ในทรรศนะของตน คนที่มองว่า มีสิ่งเหนือธรรมชาติ ก็ไปสาย อภิปรัชญา วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คนชอบคำนวณก็ไปทางคณิตศาสตร์ คนที่คิดลึก อยากอธิบายธรรมชาติ ในแนวฟิสิกส์ ก็ไปทางวิทยาศาสตร์ จากวิทยาศาสตร์ ก็เปิดแนวคิด เรื่อง คุณภาพและปริมาณ ในสายวิทยาศาตร์ เน้นไปอีกเรื่องการ วัดได้ ทำซ้ำได้
สืบสานความคิดกันไป กันมา จนบ่มเพาะเกิดเป็นสาขาวิชาทาง วิทยาศาสตร์มากมายก่ายกอง
ส่วนพวกที่ชอบทางสังคม มนุษย์ วิถีชีวิต ก็เป็นบิดาทางด้าน สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ จิตวิทยาไป ในที่สุด มีการนำแนวคิด การวัดได้ ระเบียบวิธี สถิติจากสายวิทย์ มาประยุกต์ในการค้นคว้าวิจัย จนทำให้เกิด วิชาการในสมัยปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นั่นคือ ผลจากทรรศนะ ของปรัชญาในตอนนั้น ในปัจจุบัน เริ่มมีกระแส ทักท้วงว่า การได้มาซึ่ง ความจริง ปัญญา ในสายสังคมศาสตร์ไม่ควรยึดการค้นคว้า สำรวนใจทาง ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้น ทางสายคุณภาพ เช่นการสัมภาษณ์ คลุกคลี ไปใช้ชีวิต เป็นปีๆ กับสิ่งที่เราศึกษาจึงจะถือว่าสมบูรณ์ หรือบางสายก็ว่า ต้องผสมผสานกัน ดังนั้น ในสาย สังคมศาสตร์ ยังถือว่า มีอะไรให้แสดงทรรศนะกันอีกยาวไกล
ในขณะที่สายวิทย์ มักจะจบได้ ทำซ้ำได้ พิสูจน์ได้ ในสูตร สมการ การทดลอง ทำให้สามารถต่อยอดได้รวดเร็วกว่า ดังนั้น จากบั้งไฟ ไปเป็นจรวด ยานอวกาศ จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก
สิ่งที่ต้องการแสดงให้เข้าใจคือ ปรัชญาตะวันตก เปิดกว้างเสรี คนที่เข้ามาร่วมคิดไม่จำเป็นต้องเป็น ผู้ที่ต้องการ เป็นเซียน หรือ มีคุณธรรม เป็นหลัก แต่เป็นเรื่อง การศึกษาเชิงทรรศนะ เพื่อเสริมหรือ ลดทอนทรรศนะของตัวเอง และนำวิธีหาความจริงของปรัชญาตะวันตก ไปใช้ในทรรศนะของตัวเองจนเปิดการพบความจริงๆ ใหม่ๆ ในวิชาความรู้ที่ตนถนัด และ มีการถ่ายทอด ดังนั้นหลักสูตรการศึกษา ของทางตะวันตก จึงมาจบที่
Doctor of Philosophy หรือ PhD. นั่นเอง คนกลุ่มนี้ หากเข้าใจกันในปัจจุบันเริ่มคิดว่า จบมาเป็นอาจารย์ รอบรู้ เก่งในสายวิชา หรือไม่ก็ไปทำงานตำแหน่งสูงๆ ในองค์กรต่างๆ โดยมี ดร. เป็นดีกรีรับประกัน แต่จริงๆ แล้ว ความรู้ แนวคิด วิธีเชิงปรัชญา ต่างหากที่อยู่ในสมองคนเหล่านี้
การสอน การทำงาน เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ในปรัชญาสายตะวันออก ในทรรศนะของผม เน้นการพบความจริงสูงสุด อาจเรียกว่า "คุณธรรม" ในแต่ละปรัชญา ทว่า แต่ละคุณธรรมสูงสุดทีพบนั้น มนุษย์ทั่วไป มิอาจทรงเอาไว้ได้ ต้องมีผู้สิบทอด ที่ยึดถือ ศีลหรืออะไรบางอย่าง เพื่อทรงความรู้ไว้ได้ ยากจะเปลี่ยนแปลง น้อยคนจะคิด เอาวิธีแสวงหาความจริง มาให้ในวิชาการศึกษาของตน จริงจัง เช่น ในไทย มีการไหว้ครู สวดมนต์ นี่คือนำมาให้เตือนตัวเอง ก่อนเริ่มงาน มากกว่ามาพัฒนางาน
แต่ก็มีข้อดีคือ สร้างคนทำงานที่ดี มากกว่าคนเลว โดยรวมสังคมสงบเรียบร้อย กว่า มีชีวิตสบายกว่า เพราะมีกติกา มารยาท อยู่ในตัว
หากใครคิดเอาหลัก อิทธิบาท 4 มาให้ในการแสวงหาความจริงในการทำงาน ตั้งแต่ 2000 ปีก่อน อย่างเอาจริง ผมเชื่อว่า เราก็ย่อมส่งจรวดไปดาวไหนก็ได้เหมือนฝรั่ง แต่สังคมเอเชียเน้นเรื่องเทพ เรื่องเทวดา เป็นของสูง จนไม่มีใครกล้าคิดมองผ่านท้องฟ้า
เพราะเพียงดาวแต่ละกลุ่ม ก็มีเทพประจำอยู่นับไม่ถ้วนแล้ว
พบกันใหม่
สวัสดี
นักปรัชญาวิศวกร
Monday, August 20, 2012
Wednesday, August 15, 2012
วาบความคิด จากเมื่อเช้านี้ "ฉันเป็นคนตรง"
สวัสดีครับ
จากวลีที่ว่า "ฉันเป็นคนตรง" หลายคนเป็นแบบที่พูด บางคนอ้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการโต้ตอบ
แต่ เราคงลืมถามไปว่า ส่วนมากแล้วคนที่ฟังคนพูด ตรงๆ มักจะเจ็บช้ำน้ำใจ
เมื่อเป็นดังนี้ ถือว่ามองครบกระบวนการ ดังนี้แล้ว คนตรง สนใจ คนที่ฟังหรือไม่
หากสนใจสักหน่อย ก็ไม่น่า พูดตรงแบบนั้น ใช่หรือไม่ ดังนี้แล้ว
คนตรง ก็ ไม่ค่อยมีเมตตาธรรมใช่หรือไม่ ?
ลองขบคิดดูนะครับ ไม่มีผิด หรือ ถูก ลองคิดกันดู
นักปรัชญาวิศวกร
จากวลีที่ว่า "ฉันเป็นคนตรง" หลายคนเป็นแบบที่พูด บางคนอ้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการโต้ตอบ
แต่ เราคงลืมถามไปว่า ส่วนมากแล้วคนที่ฟังคนพูด ตรงๆ มักจะเจ็บช้ำน้ำใจ
เมื่อเป็นดังนี้ ถือว่ามองครบกระบวนการ ดังนี้แล้ว คนตรง สนใจ คนที่ฟังหรือไม่
หากสนใจสักหน่อย ก็ไม่น่า พูดตรงแบบนั้น ใช่หรือไม่ ดังนี้แล้ว
คนตรง ก็ ไม่ค่อยมีเมตตาธรรมใช่หรือไม่ ?
ลองขบคิดดูนะครับ ไม่มีผิด หรือ ถูก ลองคิดกันดู
นักปรัชญาวิศวกร
ทำไม วิชาปรัชญา น่าสนใจ? ณ. ปี พ.ศ. 2555
สวัสดีครับ
นี่คือ เสน่ห์ของปรัญชา ในแนวคิดของผม
"...ความประหลาดใจเมื่อได้ศึกษาค้นคว้ามา ระยะหนึ่ง พบว่า ฟิสิกส์สมัยใหม่ กลับ เดินทางมุ่งเข้าหาโลกทางจิต (ควอนตัม) ขณะที่ ศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ ก็เดินทางมาสู่จุดสามัญ คือหาคำตอบว่า จะทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์ คิดอย่างไรให้เหมือนมนุษย์ (AI) แม้กระทั่ง ในทางการแพทย์เมื่อกำลังเดินทางมาสู่จุดสุดยอดทางวิทยาการอีกครั้ง ก็ยังมีคำถามทางปรัญชาว่า เซลล์ตัวอ่อน ถือว่าเป็นคนแล้วหรือไม่ ดังนี้แล้ว โลกคงหนีปรัชญาไปไม่พ้น..."
และเรื่องน่าสนในอีกจำนวนมาก ที่มิได้จำกัดว่า เฉพาะคนที่เรียนมาทาง สายศิลป์ หรือ สังคมศาสตร์ เท่านั้นที่จะเข้ามาศึกษาปรัชญาได้
นี่ล่ะครับ คิอเสน่ห์ที่ผมว่า เอาไว้จะนำเสนอแนวโน้ม ของปรัชญาต่อศาสตร์สาขาต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง เพิ่มเติมในโอกาสต่อไป
สวัสดีครับ
นักปรัชญาวิศวกร
นี่คือ เสน่ห์ของปรัญชา ในแนวคิดของผม
"...ความประหลาดใจเมื่อได้ศึกษาค้นคว้ามา ระยะหนึ่ง พบว่า ฟิสิกส์สมัยใหม่ กลับ เดินทางมุ่งเข้าหาโลกทางจิต (ควอนตัม) ขณะที่ ศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ ก็เดินทางมาสู่จุดสามัญ คือหาคำตอบว่า จะทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์ คิดอย่างไรให้เหมือนมนุษย์ (AI) แม้กระทั่ง ในทางการแพทย์เมื่อกำลังเดินทางมาสู่จุดสุดยอดทางวิทยาการอีกครั้ง ก็ยังมีคำถามทางปรัญชาว่า เซลล์ตัวอ่อน ถือว่าเป็นคนแล้วหรือไม่ ดังนี้แล้ว โลกคงหนีปรัชญาไปไม่พ้น..."
และเรื่องน่าสนในอีกจำนวนมาก ที่มิได้จำกัดว่า เฉพาะคนที่เรียนมาทาง สายศิลป์ หรือ สังคมศาสตร์ เท่านั้นที่จะเข้ามาศึกษาปรัชญาได้
นี่ล่ะครับ คิอเสน่ห์ที่ผมว่า เอาไว้จะนำเสนอแนวโน้ม ของปรัชญาต่อศาสตร์สาขาต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง เพิ่มเติมในโอกาสต่อไป
สวัสดีครับ
นักปรัชญาวิศวกร
กล่าวซ้ำ แนะนำตัว เพราะสถานภาพที่เปลี่ยนไป :0)
สวัสดีครับ
ผมเปิดบล็อคแห่งนี้ มาเป็นเวลาได้หลายปี และค่อยๆ ทยอยนำความคิดในลักษณะต่างๆ ตามเวลา เหตุการณ์ที่แตกต่างกัน มาลงไว้ใน
ทุกท่านได้อ่านกัน อย่างไรก็ตาม เป็นการเขียนไปตามประสบการณ์และการวิเคราะห์ของตนเอง ยังหาแก่นสาร ทางวิชาการมิได้มากนัก
เมื่อคิดดังนี้แล้ว ผมจึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนในระดับ ดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญา เพื่อจะทำให้ การแสดงความคิดต่างๆ มีความคงเส้นคงวา
เป็นมาตรฐาน มีหลักวิชาการรองรับ ตามหลักสากล และอาจจะได้ ใช้ความรู้ ที่ได้ร่ำเรียนมา สร้างคุณค่าให้กับสังคม และมนุษย์โลก ตลอดจน
ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ไพศาลต่อไป
งานเขียนต่อจากนี้ไปของผม ก็อาจจะมีสไตล์ที่เป็นวิชาการมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้ง วิชา(กู) หรือเขียนตามใจชอบในแบบของผมอย่างแน่นอน
เพียงแต่อันไหนว่าตามวิชาการ ผมจะแจ้งไว้ก่อน ในบรรทัดแรกๆ ขณะที่ตามวิชา(กู) ก็จะเขียนแบบสบายๆ
จึงเรียนมาเพื่อผู้อ่านทราบ
หมายเหตุ: หากมีข้อผิดพลาดในการนำเสนอในทั้งส่วนวิชาการ และไม่ใช่วิชาการ ประการใด กระผมขอน้อมรับความผิดนั้นและจะพยายามแก้ไขต่อไป
โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับ แวดวงวิชาการ หรือ สถาบันที่ผู้เขียนร่ำเรียนอยู่แต่อย่างใด ขอขอบพระคุณ
นักปรัชญาวิศวกร
ผมเปิดบล็อคแห่งนี้ มาเป็นเวลาได้หลายปี และค่อยๆ ทยอยนำความคิดในลักษณะต่างๆ ตามเวลา เหตุการณ์ที่แตกต่างกัน มาลงไว้ใน
ทุกท่านได้อ่านกัน อย่างไรก็ตาม เป็นการเขียนไปตามประสบการณ์และการวิเคราะห์ของตนเอง ยังหาแก่นสาร ทางวิชาการมิได้มากนัก
เมื่อคิดดังนี้แล้ว ผมจึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนในระดับ ดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญา เพื่อจะทำให้ การแสดงความคิดต่างๆ มีความคงเส้นคงวา
เป็นมาตรฐาน มีหลักวิชาการรองรับ ตามหลักสากล และอาจจะได้ ใช้ความรู้ ที่ได้ร่ำเรียนมา สร้างคุณค่าให้กับสังคม และมนุษย์โลก ตลอดจน
ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ไพศาลต่อไป
งานเขียนต่อจากนี้ไปของผม ก็อาจจะมีสไตล์ที่เป็นวิชาการมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้ง วิชา(กู) หรือเขียนตามใจชอบในแบบของผมอย่างแน่นอน
เพียงแต่อันไหนว่าตามวิชาการ ผมจะแจ้งไว้ก่อน ในบรรทัดแรกๆ ขณะที่ตามวิชา(กู) ก็จะเขียนแบบสบายๆ
จึงเรียนมาเพื่อผู้อ่านทราบ
หมายเหตุ: หากมีข้อผิดพลาดในการนำเสนอในทั้งส่วนวิชาการ และไม่ใช่วิชาการ ประการใด กระผมขอน้อมรับความผิดนั้นและจะพยายามแก้ไขต่อไป
โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับ แวดวงวิชาการ หรือ สถาบันที่ผู้เขียนร่ำเรียนอยู่แต่อย่างใด ขอขอบพระคุณ
นักปรัชญาวิศวกร
Tuesday, August 7, 2012
เปรียบเทียบคำสอน ในไบเบิ้ล และ คำสอนของท่านขงจื่อ
สวัสดีครับ
ในเส้นทางแห่งการค้นคว้าและแสวงหาความรู้ และเป็นความชอบ ขบคิดและรสของ วลีถ้อยคำ ที่ปรากฎอยู่ในโลก จากศาสดา นักปราชญ์ และนักคิดต่างๆ ทำให้วันหนึ่ง ได้พบว่า มีธรรมะหลายข้อที่มีความเป็นสากล และปรากฎอยู่ในกาลเวลา รอให้นักคิด ที่มีความลึกซึ้งได้ค้นพบ
ณ. ขอบเขต ในการเล่าเรื่อง ที่มิได้ยึดติดว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่ แต่สนใจอยู่ในเรื่องข้อธรรมะที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ เป็นเรื่องหลัก
วันนี้ผมขอนำสิ่งที่คล้ายคลึงกันจุดหนึ่ง ของ ข้อธรรมะในไบเบิ้ล และ ข้อคำสอนของท่านขงจื่อมาเล่าสู่กันฟัง
ท่านขงจื่อ มักจะได้รับคำชื่นชม จากคำกล่าวนี้ ที่ว่า
"สิ่งที่ท่านไม่ปรารถนา อย่ากระทำกับผู้อื่น"
มีผู้คนมากมายที่อ้างอิงถึงคำกล่าวนี้ แม้ในโลกเน็ต ก็ยังเคยเห็นกัน
ในไบเบิ้ล ก็มีข้อธรรมในทำนองเดียวกัน อันเป็นงานเรียบเรียงของ ท่าน แมททิว จากหัวข้อ "ขอ หา เคาะ" (ลก.11:9-13; 6-31 ) ในย่อหน้าสุดท้าย
ดังความว่า
"จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน"
และ มีข้อความต่อท้ายว่า นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ
จากข้อความทั้งหมดจะพบสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 2 ประการ คือ เป็นการพูดถึงสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ แบบแรกเป็นการ บอกว่า
เราไม่ต้องการอะไร ขณะที่ประโยคคำสอนที่ 2. บอกว่า เราต้องการอะไร นั่นคือข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัด
การมองแบบท่านขงจื่อ คือ การมองไปในทิศทางเดียว โดยอาศัยหลัก เมตตาธรรม เป็นเบื้องต้น ซึ่งปรากฎอยู่ในคำสอนของท่าน
มากมายหลายที่ เมื่ออ่านแล้วจะคิดให้ลึกซึ้งจะพบว่า ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน จากสิ่งที่ได้คิดว่า ไม่ปรารถนานั้น เพียงแต่บอกว่า
ให้คิดก่อนว่า เราไม่ต้องการ ไม่ชอบแบบไหน พบแล้วก็อย่าไปทำกับคนอื่น
รูปแบบในการวิเคราะห์จะเป็นดังนี้
"วิเคราะห์ครั้งที่ 1."
1.รูปแบบของท่านขงจื่อ
คิดก่อนว่า "เรา" ไม่ชอบ ไม่ปรารถนา เรื่องใด ---->พบแล้ว---->ไม่ทำสิ่งนั้นกับคนอื่น
ดูเหมือนเป็นการกระทำแบบ ทางเดียว ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
2.รูปแบบจากไบเบิ้ล
คิดก่อนเช่นกัน ว่า เรา ต้องการการปฏิบัติอย่างไร จากคนอื่น ---->พบแล้ว----> ลงมือทำ <---คนอื่นย่อมควรทำแบบเดียวกันกับเรา
เมื่อมองโดยทั่วไป จะเห็นว่า ของจากในไบเบิ้ล เหมือนจะต้องการสิ่ง ตอบแทน แต่ลองมองให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง โดยจะได้ว่า
"วิเคระห์ครั้งที่ 2."
รูปแบบที่ 1. อาศัย ความไม่ชอบ อันเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เป็นหลัก นั่นคือ
เราต้องดูเสียก่อนว่า เรา มีความ ไม่ชอบ ไม่ปรารถนาอะไร ก็อย่าไปทำเรื่องแบบนั้นกับคนอื่น แต่มีคำถามเชิงปรัชญาที่ว่า
ความไม่ชอบของคนเรา เหมือนกันหมดหรือไม่? เช่น เราเป็นคนเงียบๆ ไม่ชอบคุยไร้สาระ ไปอยู่ในกลุ่มคน ชอบคุย คุยได้ทุกเรือง
เราก็อาศัยหลักดังกล่าว เราไม่ชอบคุย เราก็เลยไม่คุยมาก ไม่คุยอะไรเลยกับคนอื่น แบบนี้ จะดีหรือ คนที่เป็นกลุ่มชอบคุย จะรู้สึกดีหรือไม่?
รูปแบบที่ 2.
อาศัยการปฏิสัมพันธ์ จากความชอบ ที่น่าจะมีความ เป็นสากล ในสังคมมากกว่า? คือ ท่านชอบแล้วเขายังชอบด้วย มิเช่นนั้น
เขาจะทำสิ่งเดียวกัน กลับมายังท่านทำไม? ทำให้ น่าจะการันตีว่า อย่างน้อยเมื่อมีการ กระทำตามคำสอน ย่อมส่งผลทางบวก มากกว่า ทางลบ
ใช่หรือไม่ เมื่อมองจากคติทางพุทธ มนุษย์เรา มีกิเลศอยู่ในเรื่อง 3 อย่าง คือ โลภ โกรธ หลง เป็นสากลดังนั้น ในทางโลก หากเราสนองผู้คนในเรื่องทั้ง 3
ในกาละเทศะที่เหมาะสม ก็ย่อมคล้อยตามกันไปตามความชอบนั้น ได้ความเป็นสากลคล้ายคลึงกัน
"วิเคราะห์ครั้งที่ 3."
อย่างไรก็ตาม
รูปแบบที่ 1.
มีข้อดีคือ สามารถกระทำได้ง่ายกว่า เพราะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลอย่างชัดเจนแม้ว่า มาตรฐานในความไม่ชอบ อาจแตกต่างกันมากแต่
หากคนหลายคน พร้อมกันหยุดสิ่งที่ตนไม่ชอบ ไม่เอาไปกระทำกับคนอื่น โลกย่อมลด สิ่งที่ "มิชอบ" ลงไปได้อย่างหลือคณานับ
รูปแบบที่ 2.
อาจมีข้อเสีย คือ หากใช้ผิก กาละเทศะ ย่อมกลายเป็นเรืองเฟ้อ บำรุง ประจบ สนองความต้องการกันเกินไป เพราะไม่มีใครบอกได้ สมบูรณ์ว่า
ความชอบของบุคคล มีเพดานสิ้นสุดที่ตรงไหน นั่นเอง
บทสรุป
โดยแท้จริงแล้ว ในทางโลกแบบชัดๆ ที่ไม่ใช่ Metaphysics เมื่อเอาข้อธรรมะ ทั้งสองรูปแบบ มาผสมกัน ใช้ด้วยกัน ก็ย่อมสร้างความสมบูรณ์มากขึ้นนั่นคือ จากรูปแบบที่ 1. อันมีพฤติการณ์ของการยึดตนเป็นศูนย์กลาง ก็อาจจะได้ความคิดเรื่อง การลองตรวจสอบความต้องการ และไม่ต้องการ ของคนอื่นไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ขณะที่ จากรูปแบบที่ 2. อันมีพฤติกรรมแบบการมีปฏิสัมพันธ์ นั้น ก็จะไม่มีการฟุ้งเฟ้อเกินไปเพราะเราจะกลับมาคิดในส่วนตัวเราเองเป็นสำคัญด้วยว่า สิ่งที่จะกลายเป็นความชอบนั้น มันคือ ความมิชอบหรือไม่ หากเป็นตัวเรา เอง จึงเรียกว่า เป็นการเติมเต็มทางธรรมะ อย่างดีแท้
ข้อสังเกตุ: เมื่อมอง ส่วนต่อท้าย จากข้อเรียบเรียงในไบเบิ้ล ในส่วนนี้ที่ว่า "...นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ" เราควรหันกลับมาดู ว่าคำสอนทั้งสองนี้ ให้สิ่งที่เป็นผลลัพธ์อันใกล้เคียงกันคือ การปฏิบัติดี ระหว่างกัน ไม่ว่าจะเริ่มจากความไม่ชอบ หรือ ความชอบก็ตาม
ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านขงจื่อก็นับว่าเป็น ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า ท่านหนึ่งเช่นกัน ใช่หรือไม่
แต่หากมองตามตัวอักษร ก็ยังนับว่าไม่ใช่เสียทีเดียว ข้อนี้ ต้องยกหน้าที่ให้ Philosophy of Language นำไปวิเคราะห์และตีความในเชิงคำและภาษากันต่อไป
สวัสดี
นักปรัชญาวิศวกร
ในเส้นทางแห่งการค้นคว้าและแสวงหาความรู้ และเป็นความชอบ ขบคิดและรสของ วลีถ้อยคำ ที่ปรากฎอยู่ในโลก จากศาสดา นักปราชญ์ และนักคิดต่างๆ ทำให้วันหนึ่ง ได้พบว่า มีธรรมะหลายข้อที่มีความเป็นสากล และปรากฎอยู่ในกาลเวลา รอให้นักคิด ที่มีความลึกซึ้งได้ค้นพบ
ณ. ขอบเขต ในการเล่าเรื่อง ที่มิได้ยึดติดว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่ แต่สนใจอยู่ในเรื่องข้อธรรมะที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ เป็นเรื่องหลัก
วันนี้ผมขอนำสิ่งที่คล้ายคลึงกันจุดหนึ่ง ของ ข้อธรรมะในไบเบิ้ล และ ข้อคำสอนของท่านขงจื่อมาเล่าสู่กันฟัง
ท่านขงจื่อ มักจะได้รับคำชื่นชม จากคำกล่าวนี้ ที่ว่า
"สิ่งที่ท่านไม่ปรารถนา อย่ากระทำกับผู้อื่น"
มีผู้คนมากมายที่อ้างอิงถึงคำกล่าวนี้ แม้ในโลกเน็ต ก็ยังเคยเห็นกัน
ในไบเบิ้ล ก็มีข้อธรรมในทำนองเดียวกัน อันเป็นงานเรียบเรียงของ ท่าน แมททิว จากหัวข้อ "ขอ หา เคาะ" (ลก.11:9-13; 6-31 ) ในย่อหน้าสุดท้าย
ดังความว่า
"จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน"
และ มีข้อความต่อท้ายว่า นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ
จากข้อความทั้งหมดจะพบสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 2 ประการ คือ เป็นการพูดถึงสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ แบบแรกเป็นการ บอกว่า
เราไม่ต้องการอะไร ขณะที่ประโยคคำสอนที่ 2. บอกว่า เราต้องการอะไร นั่นคือข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัด
การมองแบบท่านขงจื่อ คือ การมองไปในทิศทางเดียว โดยอาศัยหลัก เมตตาธรรม เป็นเบื้องต้น ซึ่งปรากฎอยู่ในคำสอนของท่าน
มากมายหลายที่ เมื่ออ่านแล้วจะคิดให้ลึกซึ้งจะพบว่า ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน จากสิ่งที่ได้คิดว่า ไม่ปรารถนานั้น เพียงแต่บอกว่า
ให้คิดก่อนว่า เราไม่ต้องการ ไม่ชอบแบบไหน พบแล้วก็อย่าไปทำกับคนอื่น
รูปแบบในการวิเคราะห์จะเป็นดังนี้
"วิเคราะห์ครั้งที่ 1."
1.รูปแบบของท่านขงจื่อ
คิดก่อนว่า "เรา" ไม่ชอบ ไม่ปรารถนา เรื่องใด ---->พบแล้ว---->ไม่ทำสิ่งนั้นกับคนอื่น
ดูเหมือนเป็นการกระทำแบบ ทางเดียว ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
2.รูปแบบจากไบเบิ้ล
คิดก่อนเช่นกัน ว่า เรา ต้องการการปฏิบัติอย่างไร จากคนอื่น ---->พบแล้ว----> ลงมือทำ <---คนอื่นย่อมควรทำแบบเดียวกันกับเรา
เมื่อมองโดยทั่วไป จะเห็นว่า ของจากในไบเบิ้ล เหมือนจะต้องการสิ่ง ตอบแทน แต่ลองมองให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง โดยจะได้ว่า
"วิเคระห์ครั้งที่ 2."
รูปแบบที่ 1. อาศัย ความไม่ชอบ อันเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เป็นหลัก นั่นคือ
เราต้องดูเสียก่อนว่า เรา มีความ ไม่ชอบ ไม่ปรารถนาอะไร ก็อย่าไปทำเรื่องแบบนั้นกับคนอื่น แต่มีคำถามเชิงปรัชญาที่ว่า
ความไม่ชอบของคนเรา เหมือนกันหมดหรือไม่? เช่น เราเป็นคนเงียบๆ ไม่ชอบคุยไร้สาระ ไปอยู่ในกลุ่มคน ชอบคุย คุยได้ทุกเรือง
เราก็อาศัยหลักดังกล่าว เราไม่ชอบคุย เราก็เลยไม่คุยมาก ไม่คุยอะไรเลยกับคนอื่น แบบนี้ จะดีหรือ คนที่เป็นกลุ่มชอบคุย จะรู้สึกดีหรือไม่?
รูปแบบที่ 2.
อาศัยการปฏิสัมพันธ์ จากความชอบ ที่น่าจะมีความ เป็นสากล ในสังคมมากกว่า? คือ ท่านชอบแล้วเขายังชอบด้วย มิเช่นนั้น
เขาจะทำสิ่งเดียวกัน กลับมายังท่านทำไม? ทำให้ น่าจะการันตีว่า อย่างน้อยเมื่อมีการ กระทำตามคำสอน ย่อมส่งผลทางบวก มากกว่า ทางลบ
ใช่หรือไม่ เมื่อมองจากคติทางพุทธ มนุษย์เรา มีกิเลศอยู่ในเรื่อง 3 อย่าง คือ โลภ โกรธ หลง เป็นสากลดังนั้น ในทางโลก หากเราสนองผู้คนในเรื่องทั้ง 3
ในกาละเทศะที่เหมาะสม ก็ย่อมคล้อยตามกันไปตามความชอบนั้น ได้ความเป็นสากลคล้ายคลึงกัน
"วิเคราะห์ครั้งที่ 3."
อย่างไรก็ตาม
รูปแบบที่ 1.
มีข้อดีคือ สามารถกระทำได้ง่ายกว่า เพราะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลอย่างชัดเจนแม้ว่า มาตรฐานในความไม่ชอบ อาจแตกต่างกันมากแต่
หากคนหลายคน พร้อมกันหยุดสิ่งที่ตนไม่ชอบ ไม่เอาไปกระทำกับคนอื่น โลกย่อมลด สิ่งที่ "มิชอบ" ลงไปได้อย่างหลือคณานับ
รูปแบบที่ 2.
อาจมีข้อเสีย คือ หากใช้ผิก กาละเทศะ ย่อมกลายเป็นเรืองเฟ้อ บำรุง ประจบ สนองความต้องการกันเกินไป เพราะไม่มีใครบอกได้ สมบูรณ์ว่า
ความชอบของบุคคล มีเพดานสิ้นสุดที่ตรงไหน นั่นเอง
บทสรุป
โดยแท้จริงแล้ว ในทางโลกแบบชัดๆ ที่ไม่ใช่ Metaphysics เมื่อเอาข้อธรรมะ ทั้งสองรูปแบบ มาผสมกัน ใช้ด้วยกัน ก็ย่อมสร้างความสมบูรณ์มากขึ้นนั่นคือ จากรูปแบบที่ 1. อันมีพฤติการณ์ของการยึดตนเป็นศูนย์กลาง ก็อาจจะได้ความคิดเรื่อง การลองตรวจสอบความต้องการ และไม่ต้องการ ของคนอื่นไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ขณะที่ จากรูปแบบที่ 2. อันมีพฤติกรรมแบบการมีปฏิสัมพันธ์ นั้น ก็จะไม่มีการฟุ้งเฟ้อเกินไปเพราะเราจะกลับมาคิดในส่วนตัวเราเองเป็นสำคัญด้วยว่า สิ่งที่จะกลายเป็นความชอบนั้น มันคือ ความมิชอบหรือไม่ หากเป็นตัวเรา เอง จึงเรียกว่า เป็นการเติมเต็มทางธรรมะ อย่างดีแท้
ข้อสังเกตุ: เมื่อมอง ส่วนต่อท้าย จากข้อเรียบเรียงในไบเบิ้ล ในส่วนนี้ที่ว่า "...นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ" เราควรหันกลับมาดู ว่าคำสอนทั้งสองนี้ ให้สิ่งที่เป็นผลลัพธ์อันใกล้เคียงกันคือ การปฏิบัติดี ระหว่างกัน ไม่ว่าจะเริ่มจากความไม่ชอบ หรือ ความชอบก็ตาม
ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านขงจื่อก็นับว่าเป็น ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า ท่านหนึ่งเช่นกัน ใช่หรือไม่
แต่หากมองตามตัวอักษร ก็ยังนับว่าไม่ใช่เสียทีเดียว ข้อนี้ ต้องยกหน้าที่ให้ Philosophy of Language นำไปวิเคราะห์และตีความในเชิงคำและภาษากันต่อไป
สวัสดี
นักปรัชญาวิศวกร
Sunday, January 15, 2012
ขบคิดคำสอนขงจื่อ ข้อ ศึกษาโดยไม่ใคร่ครวญ ก็จะมืดมัว ใคร่ครวญโดยไม่ศึกษา ก็จักอันตราย
สวัสดีครับ
คติคำสอนของท่าน ขงจื่อ ข้อ "ศึกษาโดยไม่ใคร่ครวญ ก็จักมืดมัว ใคร่ครวญโดยไม่ศึกษา ก็จักอันตราย"
ผมในฐานะผู้เริ่มศึกษาตำราขงจื่อ ข้ออธิบายข้อคำสอนข้อนี้ของท่านขงจื่อ ตามกำลังสติปัญญาที่พอมีอยู่บ้างดังนี้
การศึกษาโดยไม่ใคร่ครวญ ทำไมจึงสร้างความมืดมัว ข้อนี้จริงๆ แล้วไม่ยากอะไรเลย ลองหาตำราอะไรมาสัก 1 เล่มแล้วก็ทบทวนเขียนอ่านเท่าที่เราจะพอใจ เราจะพบว่าเมื่อเราเริ่มชำนาญแล้วเราจะเริ่มเห็นว่า ตำราเล่มนั้นๆ ง่าย ไม่มีอะไรยาก แต่บ่อยครั้งที่เราเห็นว่าเมื่อนำความรู้จากตำราไปทำงานจริงๆ นั้นสิ่งต่างๆ หาได้เป็นไปตามที่ระบุในตำราไม่ ต้องมีศิลป์ ต้องรู้คน และต้องรู้สิ่งต่างๆ มากมาย กว่าจะทำงานสำเร็จ ใครที่ว่าตามตำราไปเสียหมด หรือศึกษาและท่องจำ ไปเสียหมด เมื่อไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญเลย ก็ย่อมติดอยู่กับความไม่รู้ คือ ความมืดมัวนั่นเอง
ครั้นพอหันมาศึกษาแบบ ใคร่ครวญด้วยตนเอง เชื่อตนเองเสียมากก็อาจจะทำให้ กาลที่ควรเสร็จไม่เสร็จ งานที่ควรผ่านไม่ผ่าน บางครั้งแม้เพียงเราถามเพื่อนเรา หรือปรึกษาคนที่รู้จัก ไม่กี่คำ เราก็พบว่า มีทางในการผ่านปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายไม่น่าเชื่อ
บางอย่างเกินไปกว่าความรู้ชั้นพื้นฐานแต่เรากลับใคร่ครวญด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่มีครู มีผู้ชำนาญ กว่าเรามีภูมิความรู้อยู่ เท่ากับเราเสียเวลา
เกิดอันตรายแรกสุดกับปัญญาเราเอง คือ จมอยู่กับสิ่งที่เขาคิดได้แล้ว รู้อยู่แล้ว โดยไม่สนใจความรู้รอบข้าง นี่เรียกว่าอันตรายจากการ
เชื่อตัวเองมากเกินไป
หากมองด้านการฝึกจิตใจ การนั่งสมาธิ เป็นต้น เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ต้องมีทั้งการใคร่ครวญและศึกษาไปพร้อมๆ กัน นั่นคือ เราควรมีอาจารย์
ที่สอนแนะนำเราในการปฏิบัติไปพร้อมๆ กับการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองของเรา จึงไม่แปลกที่มีคนกล่าวกันว่า บางคนหัดสมาธิเองแล้ว กลายเป็นคน
บ้า วิกลจริต นั่นเพราะ ไปไม่ถูกทาง
สำหรับคำสอนข้อนี้นับว่าสำคัญมากข้อหนึ่ง และเป็นข้อเตือนใจอย่างดียิ่งสำหรับคนในสมัยนี้ ที่ดูท่าว่าจะใคร่ครวญโดยไม่ศึกษากันมาก เพราะมักจะฟังเอาเพียงจาก ข่าว วิจารณ์ข่าว ซึ่งละทิ้งโอกาสของตัวเองในการค้นคว้าหาข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยตนเองไปเสียสิ้น
สวัสดี
คติคำสอนของท่าน ขงจื่อ ข้อ "ศึกษาโดยไม่ใคร่ครวญ ก็จักมืดมัว ใคร่ครวญโดยไม่ศึกษา ก็จักอันตราย"
ผมในฐานะผู้เริ่มศึกษาตำราขงจื่อ ข้ออธิบายข้อคำสอนข้อนี้ของท่านขงจื่อ ตามกำลังสติปัญญาที่พอมีอยู่บ้างดังนี้
การศึกษาโดยไม่ใคร่ครวญ ทำไมจึงสร้างความมืดมัว ข้อนี้จริงๆ แล้วไม่ยากอะไรเลย ลองหาตำราอะไรมาสัก 1 เล่มแล้วก็ทบทวนเขียนอ่านเท่าที่เราจะพอใจ เราจะพบว่าเมื่อเราเริ่มชำนาญแล้วเราจะเริ่มเห็นว่า ตำราเล่มนั้นๆ ง่าย ไม่มีอะไรยาก แต่บ่อยครั้งที่เราเห็นว่าเมื่อนำความรู้จากตำราไปทำงานจริงๆ นั้นสิ่งต่างๆ หาได้เป็นไปตามที่ระบุในตำราไม่ ต้องมีศิลป์ ต้องรู้คน และต้องรู้สิ่งต่างๆ มากมาย กว่าจะทำงานสำเร็จ ใครที่ว่าตามตำราไปเสียหมด หรือศึกษาและท่องจำ ไปเสียหมด เมื่อไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญเลย ก็ย่อมติดอยู่กับความไม่รู้ คือ ความมืดมัวนั่นเอง
ครั้นพอหันมาศึกษาแบบ ใคร่ครวญด้วยตนเอง เชื่อตนเองเสียมากก็อาจจะทำให้ กาลที่ควรเสร็จไม่เสร็จ งานที่ควรผ่านไม่ผ่าน บางครั้งแม้เพียงเราถามเพื่อนเรา หรือปรึกษาคนที่รู้จัก ไม่กี่คำ เราก็พบว่า มีทางในการผ่านปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายไม่น่าเชื่อ
บางอย่างเกินไปกว่าความรู้ชั้นพื้นฐานแต่เรากลับใคร่ครวญด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่มีครู มีผู้ชำนาญ กว่าเรามีภูมิความรู้อยู่ เท่ากับเราเสียเวลา
เกิดอันตรายแรกสุดกับปัญญาเราเอง คือ จมอยู่กับสิ่งที่เขาคิดได้แล้ว รู้อยู่แล้ว โดยไม่สนใจความรู้รอบข้าง นี่เรียกว่าอันตรายจากการ
เชื่อตัวเองมากเกินไป
หากมองด้านการฝึกจิตใจ การนั่งสมาธิ เป็นต้น เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ต้องมีทั้งการใคร่ครวญและศึกษาไปพร้อมๆ กัน นั่นคือ เราควรมีอาจารย์
ที่สอนแนะนำเราในการปฏิบัติไปพร้อมๆ กับการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองของเรา จึงไม่แปลกที่มีคนกล่าวกันว่า บางคนหัดสมาธิเองแล้ว กลายเป็นคน
บ้า วิกลจริต นั่นเพราะ ไปไม่ถูกทาง
สำหรับคำสอนข้อนี้นับว่าสำคัญมากข้อหนึ่ง และเป็นข้อเตือนใจอย่างดียิ่งสำหรับคนในสมัยนี้ ที่ดูท่าว่าจะใคร่ครวญโดยไม่ศึกษากันมาก เพราะมักจะฟังเอาเพียงจาก ข่าว วิจารณ์ข่าว ซึ่งละทิ้งโอกาสของตัวเองในการค้นคว้าหาข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยตนเองไปเสียสิ้น
สวัสดี
Tuesday, August 23, 2011
คำสอนขงจื่อ เรื่อง ไม่สนับสนุนคนเลว
วันนี้ขอนำหนึ่งในคำสอนของท่านขงจื่อ ที่ว่า
"บัณฑิตจะไม่สนับสนุน การกระทำอันไม่ดีงามของคนชั่ว ขณะที่จะสนับสนุน การกระทำดีของคนดี"
คำสอนข้อนี้ นับว่าเป็นคำสอนที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าคนไม่ดียังได้รับการสนับสนุนส่งเสริม อยู่ร่ำไป คนดีๆ ที่ไหนจะมี
แรง มีกำลังใจทำงาน ให้กับสังคม สังคมย่อมเกิดความแตกแยกเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าเป็นแน่แท้
ตัวของเราเองย่อมต้องพิจารณาตนเองด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ในฐานะชาวพุทธ โดยคำพูดเราอ้างว่า เราถือศีล 5 เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวประจำใจ แต่ทว่า พฤติกรรมของเรากลับเกลือกกลั้วอยู่กับกลุ่มคนที่ ละเมิดศีล เช่นช่วยปกป้องคนที่ทำผิด คิดโกงเขา พวกคอรัปชั่น เรายังกล้าประกาศตนอีกหรือว่า เรามีศีลข้อที่ 2 คือ การไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น อยู่กับตัวเรา ขณะที่เราถือศีล 5 ข้อที่ 3. ไม่ประพฤติผิดในกาม แต่เรา กลับขับรถพาเพื่อนไปเที่ยวยามราตรี ในสถานที่อโคจรต่างๆ ที่อาจจะจบด้วยการ พาลูกสาวใครก็ไม่รู้ เข้าโรงแรม แม้เราไม่ได้ทำ แต่เราเป็นคน มีส่วนส่งเสริมให้เกิด กรรมนั้น แบบนี้สมควรหรือ
ดังนั้น คำไทยที่ว่า มือถือสาก ปากถือศีล จึงเป็นเรื่องที่ บรรพชนไทย มองเรื่องนี้ออกเช่นเดียวกับท่าน ขงจื่อ ที่ว่า เราจะทำตัวเป็นคนปากอย่างใจอย่างไม่ได้ แม้เราจะยึดมั่น ปฏิบัติตนดีอย่างไร หากเรายังส่งเสริม กิจกรรมมากน้อยของคนที่ไม่ดี อยู่เป็นนิจสิน มันก็ย่อมทำให้เราไม่บริสุทฺธิ์ไปด้วย หากเพราะการสนับสนุนของเราทำให้เขาก่อกรรมหนักได้ แรง ได้สำเร็จ มีหรือที่เราจะหลุดไปจากบ่วงกรรมที่เกิดขึ้นไปได้ ดังนั้น ขอให้พิจารณาคำสอนของท่านขงจื่อในข้อนี้ไว้ให้ดี จงยุติสนับสนุนคนไม่ดี และ เร่งสนับสนุนคนดีตั้งแต่บัดนี้ เดี๋ยวนี้ และ วันนี้
สวัสดี
ชาวนา ผู้ใฝ่ศึกษา
"บัณฑิตจะไม่สนับสนุน การกระทำอันไม่ดีงามของคนชั่ว ขณะที่จะสนับสนุน การกระทำดีของคนดี"
คำสอนข้อนี้ นับว่าเป็นคำสอนที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าคนไม่ดียังได้รับการสนับสนุนส่งเสริม อยู่ร่ำไป คนดีๆ ที่ไหนจะมี
แรง มีกำลังใจทำงาน ให้กับสังคม สังคมย่อมเกิดความแตกแยกเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าเป็นแน่แท้
ตัวของเราเองย่อมต้องพิจารณาตนเองด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ในฐานะชาวพุทธ โดยคำพูดเราอ้างว่า เราถือศีล 5 เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวประจำใจ แต่ทว่า พฤติกรรมของเรากลับเกลือกกลั้วอยู่กับกลุ่มคนที่ ละเมิดศีล เช่นช่วยปกป้องคนที่ทำผิด คิดโกงเขา พวกคอรัปชั่น เรายังกล้าประกาศตนอีกหรือว่า เรามีศีลข้อที่ 2 คือ การไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น อยู่กับตัวเรา ขณะที่เราถือศีล 5 ข้อที่ 3. ไม่ประพฤติผิดในกาม แต่เรา กลับขับรถพาเพื่อนไปเที่ยวยามราตรี ในสถานที่อโคจรต่างๆ ที่อาจจะจบด้วยการ พาลูกสาวใครก็ไม่รู้ เข้าโรงแรม แม้เราไม่ได้ทำ แต่เราเป็นคน มีส่วนส่งเสริมให้เกิด กรรมนั้น แบบนี้สมควรหรือ
ดังนั้น คำไทยที่ว่า มือถือสาก ปากถือศีล จึงเป็นเรื่องที่ บรรพชนไทย มองเรื่องนี้ออกเช่นเดียวกับท่าน ขงจื่อ ที่ว่า เราจะทำตัวเป็นคนปากอย่างใจอย่างไม่ได้ แม้เราจะยึดมั่น ปฏิบัติตนดีอย่างไร หากเรายังส่งเสริม กิจกรรมมากน้อยของคนที่ไม่ดี อยู่เป็นนิจสิน มันก็ย่อมทำให้เราไม่บริสุทฺธิ์ไปด้วย หากเพราะการสนับสนุนของเราทำให้เขาก่อกรรมหนักได้ แรง ได้สำเร็จ มีหรือที่เราจะหลุดไปจากบ่วงกรรมที่เกิดขึ้นไปได้ ดังนั้น ขอให้พิจารณาคำสอนของท่านขงจื่อในข้อนี้ไว้ให้ดี จงยุติสนับสนุนคนไม่ดี และ เร่งสนับสนุนคนดีตั้งแต่บัดนี้ เดี๋ยวนี้ และ วันนี้
สวัสดี
ชาวนา ผู้ใฝ่ศึกษา
Subscribe to:
Posts (Atom)
